Your Cart ( 0 ) Item. 
ค้นหาสินค้า :
 
 
News > เกี่ยวกับเด็กๆ
เทคนิคการเลือกหนังสือนิทานให้เหมาะกับวัยเด็ก

เทคนิคการเลือกนิทานให้เหมาะกับวัยเด็ก

เทคนิคการเลือกนิทานให้เหมาะกับวัยเด็ก  ในการเลือกนิทานให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัยนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง "นิทาน" ถือเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้เด็กๆ เติบโตแบบมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เพราะโลกแห่งจินตนาการจะช่วยให้เด็ก เกิดการคิดวิเคราะห์ได้ดี


พัฒนาการทางภาษาเริ่มอย่างจริงจังเมื่อไหร่
         อายุ 1 - 2 ปี เด็กเริ่มหัดฟังและหัดเลียนเสียงต่างๆที่ได้ยิน เช่น เสียงพ่อ-แม่ เสียงสัตว์ เสียงที่ได้ยินในชีวิตประจำวัน
         อายุ 2 – 4 ปี เด็กเริ่มเข้าใจสัญลักษณ์ในการสื่อความหมาย พูดเป็นคำ มีจำนวนคำศัพท์มากขึ้น เริ่มพูดเป็นประโยค มีคำนำหน้ามีคำเชื่อมประโยค
         อายุ 4 – 5 ปี เริ่มเล่นสนุกกับ สามารถคิดคำ สร้างประโยค ประสมคำ
         อายุ 5 – 6 ปี เด็กเริ่มใช้ไวยากรณ์อย่างง่าย ใช้ประโยคบอกเล่าประโยคคำถาม ใช้คำที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆรอบตัว ใช้ภาษาสื่อความหมายในสิ่งที่ตนรับรู้ได้อย่างดี
         6ปีขึ้นไป มีความสามารถทางภาษาเพิ่มขึ้นเข้าใจสำนวนภาษา การพูดเปรียบเทียบ การพูดที่เป็นนามธรรมมากขึ้น

นิทาน เพลง และคำคล้องจอง สื่อสำคัญในการพัฒนาภาษา
นิทาน หมายถึง เรื่องเล่า มีการผูกเรื่องราว มีตัวละคร มีเหตุการณ์ในการดำเนินเรื่อง นิทานอาจมีเค้าโครงจากเรื่องจริง จินตนาการ ความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรม ปรากฏการณ์ธรรมชาติ มีการแทรกเกร็ดความรู้ต่างๆในเนื้อเรื่อง


นิทานสำหรับเด็ก หมายถึง เรื่องราวที่แต่งขึ้นหรือผูกขึ้นเพื่อนำมาเล่าหรือถ่ายทอดสู่เด็ก ด้วยเทคนิกวิธีการต่างๆ โดยมีจุดประสงค์เฉพาะเจาะจงเพื่อเด็ก นิทานยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการฝึกทักษะ เตรียมพร้อมในการเรียนของเด็กปฐมวัย วัตถุประสงค์ของการเล่านิทานเพื่อการพัฒนาและเตรียมความพร้อมเด็กปฐมวัยมี ดังนี้

         • ตอบสนองความต้องการทางธรรมชาติของเด็ก
         • ช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน มีความสุข ผ่อนคลายอารมณ์เครียด
         • ส่งเสริมให้เด็กมีสมาธิโดยใช้นิทานเป็นสื่อช่วยยืดช่วงความสนใจของเด็กให้นานขึ้น
         • ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ซึ่งอาจแทรกอยู่ในเนื้อเรื่อง
         • ช่วยให้เด็กมีประสบการณ์ทางภาษา เรียนรู้คำศัพท์ใหม่และการใช้ภาษาที่ถูกต้อง
         • เสริมประสบการณ์เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก ที่เหมาะสมกับวัย
         • ให้เด็กได้แสดงออก กล้าซักถาม และแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ
         • ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ
         • เตรียมความพร้อมทางภาษาทุกด้านทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน
         • กระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจหนังสือ คุ้นเคยกับหนังสือ ส่งเสริมให้มีนิสัยรักการอ่าน
         • พัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก เด็กกับเด็ก
         • พัฒนาด้านการคิด สามารถรับรู้สิ่งที่ฟังและถ่ายทอดเรื่องราวที่ฟังให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตามวัย
         • ใช้นิทานเป็นสื่อในการลดและแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

เห็นได้ว่าความสำคัญของนิทาน มีมากมาย ดังนั้นการอ่าน การเล่านิทาน จึงเป็นกิจกรรมที่มองข้ามไม่ได้สำหรับบุคคลที่ต้องเกี่ยวข้องกับเด็ก อาทิ พ่อแม่ ครู หรือผู้ดูแล วิธีการเล่า การนำเสนอนิทานนั้นต้องคำนึงว่า เล่าอย่างไรเด็กถึงจะสนุก สนใจ เกิดจินตนาการและเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมกัน รวมทั้งเลือกนิทานอย่างไรให้เหมาะกับวัยของเด็กไม่ใช่เรื่องยากแต่เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

เลือกนิทานให้เหมาะกับวัย

ทารกในครรภ์นิทานอะไรก็ได้แต่ขอให้เป็นเสียงของพ่อแม่ที่เล่าให้ลูกฟัง หาช่วงเวลาสบายๆที่แม่กำลังพักผ่อน ภาวะจิตใจสงบไม่มีสิ่งรบกวนแล้วเริ่มเล่านิทานให้ลูกฟัง
1-6 เดือน หนังสือนิทานต้องปลอดภัยคำนึงถึงวัสดุที่นำมาทำ เช่น หนังสือผ้านุ่มๆมีสีสันสวยงามสะดุดตา  กระตุ้นสัมผัสของเด็กด้วยวัสดุต่างๆเช่นผ้าสำลี ผ้าสักหลาด ผ้าดิบ หรือใส่วัสดุข้างในให้แตกต่างเมื่อขยำ เขย่าแล้วเกิดเสียง ไม่อันตรายเมื่อเด็กนำเข้าปาก
6- 12 เดือนยังคงต้องเลือกหนังสือที่ทำจากวัสดุที่ปลอดภัยเด็กเริ่มนั่งได้
สนใจมองภาพสีสวยงามชัดเจนไม่ต้องมีรายละเอียดมาก  อาจอุ้มเด็กนั่งฟังนิทานบนตัก หรือช่วงที่เด็กอาบน้ำเป็นช่วงที่เด็กตื่นตัวเลือกเล่านิทานลอยน้ำ(ทำจากพลาสติกหรือยาง) ก็ทำให้เด็กสนใจและเพลิดเพลินได้เป็นอย่างดี
1 - 2  ขวบหน้าหนังสือต้องหนาแข็งแรงคงทน  ไม่ต้องมีตัวหนังสือมากภาพชัดเจนเด็กมองภาพแล้วสามารถรู้เรื่องราว จำนวนหน้าไม่ควรเกิน 10 หน้า เช่น หนังสือชุดรวมเรื่องเอกของโลก สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก  ทุกเล่มจะใช้น้องหมีเป็นสื่อ อาทิน้องหมีสวัสดี น้องหมีขี่เป็นนะ น้องหมีมอมแมม
2 - 3  ขวบนิทานยังคงต้องมีลักษณะที่คงทน  มีเทคนิคพิเศษในเล่มเพื่อดึงดูดความสนใจ เช่น มีภาพซ่อนอยู่ด้านหลังประตู  มีเสียง  หรือเด็กสามารถหยิบใส่ส่วนประกอบของหนังสือได้ เนื้อเรื่องต้องสั้นมีตัวละครไม่มากเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเด็ก ส่งต่างๆรอบตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน การปรับตัว การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง
3 - 4  ขวบเด็กวัยนี้เริ่มเปิดหนังสือได้ทีละแผ่น  สนใจฟังเรื่องราวที่ยาวขึ้น จะเล่าหรืออ่านก็ได้  เนื้อเรื่องต้องเข้าใจได้ง่ายไม่ซับซ้อนเด็กชอบเรื่องมหัศจรรย์  ยิ่งถ้ามีคำซ้ำๆ เด็กยิ่งสนุกเมื่อได้ฟังหรือพูดตาม เช่นเรื่องแมวยายปุ๋ง สำนักพิมพ์พิมพ์ดี  ยายเช้ากลืนช้าง  บ้องแบ๊ว สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก เป็นต้น นิทานเป็นสื่อที่ดียิ่งสำหรับวัยนี้ที่เริ่มเรียนรู้ว่าตัวหนังสือมีความสำคัญในชีวิตประจำวัน เด็กที่ชอบนิทาน จะเริ่มสนใจการอ่านโดยแรกๆชอบให้ผู้ใหญ่อ่านให้ฟัง  แล้วจึงอยากอ่านเองบางครั้งเด็กหยิบนิทานที่ชอบมาอ่านเองตามที่เคยได้ฟังมา
5 - 6  ขวบเด็กสนใจและสามารถฟังนิทานที่มีเนื้อเรื่องยาวขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น เข้าใจเนื้อเรื่องเชิงส่งเสริมของคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งเริ่มหัดอ่านสะกดคำง่ายที่คุ้นเคยได้บ้าง  ดังนั้น ขนาดของตัวหนังสือในนิทานต้องไม่เล็ก  เด็กสามารถเห็นได้ชัดเจน มีการเว้นช่องไฟระหว่างคำแต่ละคำ   

เมื่อเลือกนิทานได้เหมาะกับวัยเด็กแล้ว การเล่าการนำเสนอนิทานให้เด็กสนใจ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ของผู้เล่า เช่น ลีลา น้ำเสียง ใช้เทคนิกต่างๆประกอบการเล่า

องค์ประกอบในการเล่านิทานให้สนุก

ลีลาท่าทางของผู้เล่า
ก่อนอื่นผู้เล่าต้องอ่านนิทานและทำความเข้าใจในเนื้อเรื่องมาเป็นอย่างดี จดจำ เนื้อเรื่องได้อย่างแม่นยำ บุคลิกท่าทางของผู้เล่าก็สำคัญต้องดูเป็นกันเองกับผู้ฟังอยู่ในท่าสบายๆ มีจังหวะในการพูดเว้นวรรคตอนให้ดี ใช้เสียงสูงต่ำ ดัง- เบา ให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง ไม่ใช้น้ำเสียงระดับเดียวที่ดูราบเรียบ หรือเสียงแหลมจนไม่น่าฟัง นิทานจะน่าสนใจมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเทคนิคของผู้เล่า

การจับหนังสือ
การจับหนังสือควรจับบริเวณรอบพับของเล่มนิทานดัวยมือข้างที่ถนัด จะเป็น ด้านบนหรือด้านล่างของหนังสือก็ได้ ระวังอย่าให้มือไปบังภาพบนหน้าหนังสือ ใช้มืออีกข้างช่วยเปิดหนังสือทีละแผ่น ยกหนังสืออยู่ระดับสายตาผู้ฟัง ไม่เคลื่อนไหวหนังสือไปมาขณะการเล่านิทาน

การจัดที่นั่งสำหรับผู้ฟัง
ผู้ฟังนั่งหันหน้าหาผู้เล่า ถ้าเป็นกลุ่มเล็กนั่งรวมกันห่างจากผู้เล่าตามความเหมาะสมให้เห็นภาพในหนังสือชัดเจน ไม่นั่งออกไปทางด้านข้างจะทำให้มองไม่เห็นหนังสือ ในกรณีที่ผู้ฟังมาก ให้นั่งหันหน้าหาผู้เล่าเป็นครึ่งวงกลมก็ได้

เทคนิคการเล่านิทาน
การเล่านิทานทำได้หลายรูปแบบ ได้แก่ เล่านิทานโดยใช้หนังสือ ไม่ใช้หนังสือแต่ใช้อุปกรณ์อย่างอื่นประกอบการเล่า เล่าปากเปล่าหรือใช้ท่าทาง ร้องเพลงประกอบ เล่าโดยใช้หุ่นมือ หุ่นนิ้ว หุ่นชัก เล่าไปวาดไปหรือพับกระดาษ ใช้กระดานหรือแผ่นป้ายสำลีประกอบการเล่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้นิทานน่าสนใจยิ่งขึ้นตัวอย่างการเล่านิทาน


เพลงเด็ก อีกกิจกรรมที่น่าสนใจ
เพลงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เด็กสนใจ โดยเฉพาะเพลงเด็กจะประกอบไปด้วยเนื้อเพลงที่มีสัมผัส มีทำนอง มีจังหวะเร็ว-ช้า บางเพลงเป็นเรื่องราวสั้นๆ ใช้ภาษาง่ายๆ อาจแทรกสิ่งที่เป็นความรู้ เช่น ทักษะ สาระที่เด็กควรรู้ คุณธรรม จริยธรรม และเนื่องจากเพลงเด็กไม่มีเนื้อหาซับซ้อน ทำให้เด็กเรียนรู้ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินเข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อสารในเนื้อเพลงได้ง่าย จดจำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ การใช้เพลงกับเด็ก อาจแค่ร้องเล่น ทำท่าทาง หรือใช้อุปกรณ์อื่นๆประกอบ ได้ ตัวอย่าง เพลง ที่สอดคล้องกับเรื่องตัวเด็ก

เพลง หัว ไหล่ เข่า เท้า ( แตะส่วนต่างๆของร่างกาย )
     หัวและไหล่ และเข่าและเท้า เข่าและเท้า เข่าและเท้า
     หัวและไหล่ และเข่าและเท้า ตา หู จมูก ปาก

เพลง กระโดด ( ทำท่าทางประกอบ )
     กระโดด กระโดด กระโดด กระโดดฉันโปรดมากมาย
     กระโดด แล้วแสนสบาย ดีใจ ที่ได้กระโดด
     ลัล ลัล ลา ลัล ลัล ลา ลัล ลัล ลา
     ลัล ลัล ลา ลัล ลัล ลา ลัล ลัล ลา

การเลือกใช้เพลงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมของครูจะใช้ในขั้นสอนหรือขั้นนำตามความเหมาะสม นอกจากเพลงแล้วกิจกรรมภาษาที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ยังมี ปริศนาคำทาย และ คำคล้องจอง ซึ่งเป็น คำประพันธ์ มีลักษณะสัมผัสคล้ายโคลงกลอน แต่ใช้ถ้อยคำง่ายๆมีความยาวไม่มาก มีเนื้อหาสาระ คำคล้องจองเป็นกิจกรรมที่ช่วยเตรียมความพร้อมด้านภาษาให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี ทั้ง การฟัง การพูด การอ่าน เด็กจะได้เรียนรู้คำที่มีการสัมผัส การพูดคำคล้องจองเป็นวรรคตอนโดยใช้ระดับเสียงสูงต่ำ ดังเบา ทำให้เด็กจดจำคำได้แม่นยำ เด็กปฐมวัยจะพูดคำคล้องจองอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้นถ้าได้ทำเสียงหรือท่าทางประกอบ ในเด็กวัย 5 - 6 ปี ครูสามารถเขียนเนื้อหาคำคล้องจองบนชาร์ทขนาดใหญ่ที่เด็กเห็นได้ชัดเจนเพื่อให้เด็กอ่านประกอบ เด็กจะได้ฝึกการเคลื่อนสายตา รู้ความหมายของคำ เป็นการสร้างประสบการณ์ด้านการอ่าน การเดารูปคำ และการเรียงประโยคให้แก่เด็ก จะใช้คำคล้องจองเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของครูเช่น ใช้เพื่อเก็บเด็ก(เตรียมเด็กให้สงบ)ก่อนหรือระหว่างการปฏิบัติกิจกรรม, ใช้เป็นสื่อ ใช้เพื่อพัฒนาภาษาและความจำ , ใช้เพื่อความสนุกสนาน ,ใช้เพื่อพัฒนาทักษะด้านต่างๆ เป็นต้น

จากข้อมูลและตัวอย่างข้างต้นพอสรุปได้ว่า นิทาน เพลง คำคล้องจอง เป็นสื่อสำคัญในการพัฒนาภาษาที่เหมาะกับเด็กปฐมวัยเป็นอย่างยิ่งเพราะกิจกรรมนิทาน เพลง คำคล้องจองทั้งสนุก น่าสนใจชวนให้ติดตาม ขณะที่เด็กฟัง ร้องเล่นทำท่าประกอบตาม ทำให้เด็กเพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข เกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาในอนาคต ในฐานะครูผู้สอนจำเป็นที่จะต้องหมั่นฝึกฝนตนเองให้เป็นนักเล่า นักร้อง สั่งสมเทคนิคต่างๆ ระยะแรกอาจใช้วิธีดูตัวอย่างจากผู้มีประสบการณ์แบบเก็บเล็กผสมน้อย รู้จักนำกิจกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวผู้เล่าเอง

โดย: สดใส โชติกเสถียร


ข้อมูลอ้างอิง

กิติยวดี - อัญญมณี บุญซื่อ. (2549).สอนภาษาอย่างไรให้ลูกเก่ง . กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สาราเด็ก.

ปรีดา ปัญญาจันทร์. (2542). คู่มือเล่านิทานเล่ม 1 เล่านิทานอย่างไรให้สนุก. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก.

เยาวพา เดชะคุปต์ . (2551).เอกสารประกอบการอบรม เทคนิกการสอนภาษาเด็ก ปฐมวัย . กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.

รักลูกแฟมิลี่กรุ๊ป . ( 2549 ). คู่มือพัฒนาสมองของลูก. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ พิมพ์ดี .

       
 
  Copyright 2006 © Aksara for Kids. All Right Reserved.
Counter 3,956,221